อ่านฉบับภาษาอังกฤษได้ที่ Shariah Excellence (English)

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ขอให้เราตรวจตัวอย่างธรรมดา ๆ อย่างหนึ่ง นั่นคือ พริกเกลือจากร้านค้าริมทาง

ก่อนหน้านั้นตัวอย่างเหล่านี้ผ่านการตรวจมาแล้ว วิธี real-time PCR ซึ่งเป็นมาตรฐานในการตรวจหา DNA สุกร ให้ผลเป็น “ไม่พบ” บนกระดาษทุกอย่างเรียบร้อยดี

เรานำตัวอย่างชุดเดียวกันมาตรวจซ้ำด้วย Digital PCR ผลคือ พบ DNA สุกร

ไม่มีใครโกหก เพียงแต่วิธีตรวจแบบเดิมไม่ไวพอที่จะเห็นสิ่งที่มีอยู่จริง และช่องว่างตรงนี้ — ระหว่างสิ่งที่ใบรับรองบอก กับสิ่งที่อยู่ในอาหารจริง ๆ — คือปัญหาที่ผมพยายามปิดมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ปัญหาเรื่อง “ความเชื่อมั่น” ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง

ตลาดฮาลาลโลกมีมูลค่าราว 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2020 และคาดว่าจะแตะ 3.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2028 ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ของโลก

แต่ไทยกลับไม่ติดห้าอันดับแรกของผู้ส่งออกอาหารฮาลาล ไม่ใช่เพราะเราขาดกำลังการผลิต วัตถุดิบ หรือโรงงาน คอขวดที่แท้จริงคือ ความเชื่อมั่น

สินค้าฮาลาลทุกล็อตที่ส่งออกต้องมีใบรับรองผลตรวจ DNA สุกร และใบรับรองนั้นมีจุดอ่อนสองเรื่อง

หนึ่ง คือช้า การตรวจด้วย real-time PCR ใช้เวลา 7–21 วัน สำหรับผู้ส่งออกอาหารแช่แข็งและอาหารแปรรูปที่มีตารางเรือแน่นอน นี่ไม่ใช่แค่ความล่าช้าของห้องแล็บ แต่เป็นข้อจำกัดทางธุรกิจ

สอง คือปลอมได้ ผลตรวจออกมาเป็นกระดาษหรือไฟล์ PDF ใครก็ตามที่มีโปรแกรมพื้นฐานสามารถแก้วันที่ เลขล็อต หรือผลตรวจได้ และเมื่อแก้ไปแล้ว หน่วยงานปลายทางก็ไม่มีทางย้อนตรวจสอบได้ เพราะไม่มีต้นฉบับให้เทียบ

ผลกระทบไม่ใช่เรื่องสมมติ ใบรับรองปลอมเคยทำให้ประเทศผู้นำเข้าสั่งตรวจซ้ำสินค้าไทย ปฏิเสธสินค้า และขึ้นบัญชีเฝ้าระวังโรงงาน ใบรับรองปลอมเพียงใบเดียว ทำลายความน่าเชื่อถือของผู้ส่งออกที่สุจริตทั้งหมดที่อยู่ข้างหลัง

สองปัญหา สองเทคโนโลยี

เรามองว่านี่คือความล้มเหลวสองเรื่องที่บังเอิญมาอยู่ในซองเดียวกัน คือ ตัวการตรวจ และ เอกสารที่รายงานผล

แก้ที่การตรวจ: Digital PCR

Digital PCR แบบ nanoplate ตรวจพบ DNA สุกรได้ที่ความเข้มข้นต่ำถึง 0.001% ซึ่งไวกว่า real-time PCR ราว 10 เท่า ครอบคลุมทั้งเนื้อสด อาหารแช่แข็ง และอาหารแปรรูปบรรจุกระป๋อง

ที่สำคัญคือ ลดเวลาตรวจจาก 10–21 วัน เหลือเพียง 1–2 วัน

ความไวระดับนี้เองที่ทำให้เจอผลในตัวอย่างพริกเกลือ วิธีที่ไวน้อยกว่าไม่ได้ให้คำตอบที่ผิด แต่ให้คำตอบที่ไม่ครบ และในงานรับรองฮาลาล คำตอบที่ไม่ครบกับคำตอบที่ผิด แทบไม่ต่างกันเลย

แก้ที่เอกสาร: บล็อกเชน

ต่อให้ตรวจเร็วขึ้นและไวขึ้น ผลก็ยังออกมาเป็น PDF ที่แก้ไขได้อยู่ดี งานครึ่งหลังจึงเป็นการทำให้ตัวใบรับรอง ตรวจจับการแก้ไขได้

ผลตรวจแต่ละครั้งจะถูกบันทึกลงบล็อกเชนสาธารณะ (Polygon หรือ Ethereum) ในรูปแบบ token ที่แก้ไขไม่ได้ ใบรับรองจะบรรจุข้อมูลตลอดสายการผลิต ทั้งเลขล็อต วันผลิต วันหมดอายุ ผู้เก็บตัวอย่าง ผู้วิเคราะห์ ผู้ผลิต และรายละเอียดสินค้า

ก่อนจะบันทึกลงบล็อกเชน ข้อมูลต้องผ่านการอนุมัติสามระดับ คือ ผู้ปฏิบัติงาน ผู้ตรวจสอบ และผู้อนุมัติ บล็อกเชนไม่ได้มาแทนที่วินัยของห้องปฏิบัติการ แต่เป็นสิ่งที่ทำให้วินัยนั้น ตรวจสอบย้อนหลังได้

ผู้ส่งออกจะได้รับใบรับรองที่มี QR Code หน่วยงานประเทศปลายทางสแกนแล้วอ่านข้อมูลต้นฉบับจากบล็อกเชนได้ทันที ไม่ต้องโทรถาม ไม่ต้องส่งอีเมลไปมา ไม่ต้องรอห้องแล็บยืนยันเอกสารที่ออกไปเมื่อหลายเดือนก่อน

ทำไมต้องบล็อกเชน “ตรงนี้” แต่ไม่ใช่ทุกที่

ผมสอนเรื่อง Decentralized Finance จึงคุ้นเคยดีกับการที่บล็อกเชนถูกเสนอเป็นทางออกของปัญหาที่ไม่มีอยู่จริง ส่วนใหญ่แล้วคำตอบที่ซื่อสัตย์คือ ใช้ฐานข้อมูลธรรมดาก็พอ

แต่กรณีนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่กรณีที่ฐานข้อมูลธรรมดา ไม่พอจริง ๆ

ใบรับรองฮาลาลต้องได้รับความเชื่อถือจากหลายฝ่ายที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบกฎหมายเดียวกัน ไม่มีหน่วยงานกำกับร่วมกัน และไม่ได้ใช้ภาษาเดียวกัน ทั้งโรงงานไทย ผู้นำเข้ามาเลเซีย และหน่วยงานในตะวันออกกลาง การใช้ฐานข้อมูลส่วนตัวเท่ากับขอให้ทุกฝ่ายเชื่อใจ “คนที่ดูแลฐานข้อมูลนั้น” แต่การใช้บล็อกเชนสาธารณะ แปลว่าไม่มีใครต้องเชื่อใจใครเลย

ใบรับรองนี้ไม่ได้มีค่าเพราะมันอยู่บนบล็อกเชน แต่มีค่าเพราะไม่มีใคร — รวมถึงตัวเราเอง — แอบไปแก้มันทีหลังได้

ความคืบหน้าของโครงการ

เราสร้างต้นแบบห้องปฏิบัติการฮาลาลแบบขยายขนาดได้ ออกแบบเป็นยูนิตตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อให้ทำซ้ำไปตั้งในจังหวัดอื่นหรือประเทศอื่นได้ แทนที่จะรวมศูนย์อยู่ในกรุงเทพฯ

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2566 เราลงนาม MOU กับคณะกรรมการอิสลาม เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยตรวจ DNA สุกรที่ได้รับมอบหมาย โดยจะมีการตรวจไขมันสุกรและเจลาตินตามมา ทีมงานของเราศึกษาเรื่องใบรับรองฮาลาลแบบ tokenized มาตั้งแต่ปี 2562 และกำลังดำเนินการเพื่อขอการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ใบรับรองได้รับการยอมรับข้ามประเทศ

ข้อเสนอโครงการนี้ยื่นต่อ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ภายใต้หัวข้อความมั่นคงทางอาหารและการตรวจสอบย้อนกลับ พัฒนาร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย, บริษัท แอทยีน จำกัด, บริษัท เอเรกิ จำกัด และหน่วยบ่มเพาะธุรกิจ อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

มูลค่าที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

เราประเมินว่าจะเกิดการเติบโตของการส่งออกราว 50 ล้านบาทต่อปี สำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วม และเกิดส่วนต่างราคาเพิ่มขึ้น 10–20% สำหรับสินค้าฮาลาลในประเทศที่ตรวจสอบย้อนกลับได้จริง

แต่ตัวเลขที่ผมให้ความสำคัญที่สุดกลับเป็นตัวเลขที่คำนวณยากที่สุด เพราะ “ฮาลาล” คือคำที่ประกาศถึงความซื่อตรง เมื่อเอกสารที่รองรับคำนี้เชื่อถือไม่ได้ ความเสียหายไม่ได้เกิดกับสินค้าล็อตเดียว แต่เกิดกับความหมายของคำคำนั้นทั้งคำ

แนวคิดจากงานนี้ได้ต่อยอดไปสู่ข้อตกลงระหว่างเอเรกิกับ PERWIRA (สมาคมทหารผ่านศึกกองทัพบรูไน) ในปี 2568 เพื่อจัดตั้งศูนย์ Islamic Science & Halal Standard Verification Services ในประเทศบรูไน ก้าวต่อไปคือระดับภูมิภาค ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน และตะวันออกกลาง

ส่งท้าย

ตัวอย่างพริกเกลือชุดนั้นไม่ใช่เรื่องอื้อฉาว ไม่มีใครถูกจับได้ว่าตั้งใจทำผิด และนั่นแหละคือเหตุผลที่กรณีนี้ยังอยู่ในใจผม

ความล้มเหลวของระบบรับรองฮาลาลส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากการฉ้อโกง แต่เกิดจากช่องว่างเงียบ ๆ ระหว่างวิธีตรวจที่ไม่ไวพอ กับเอกสารที่ไม่มีใครตรวจสอบได้ ถ้าปิดช่องว่างทั้งสองนี้ได้ ใบรับรองก็จะเริ่มมีความหมายตรงกับที่ทุกคนเข้าใจมาตลอด


บทความนี้สรุปจากบทคัดย่อโครงการที่จัดทำในปี 2566 เอกสารฉบับเต็มยังเป็นเอกสารภายใน หากท่านทำงานเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบย้อนกลับฮาลาล ระบบรับรอง หรือโครงสร้างพื้นฐานห้องปฏิบัติการ และสนใจพูดคุย ติดต่อผมได้ที่ me@wirisr.com